Sweetest Sound

posted on 23 Nov 2009 23:09 by barocco  in flip-flop

 

 

lan Berliner นักสร้างภาพยนตร์สารคดี สัญชาติสหรัฐ สะสมภาพยนต์ที่ถ่ายไว้ดูกันเองในครอบครัว(home movies)เป็นงานอดิเรก ภาพยนตร์ที่เขาสะสมมักมีตัวแสดงหรือผู้คนนิรนามที่ถูกบันทึกไว้มากหน้าหลายตา ครั้งหนึ่งคนเหล่านี้มีเลือดมีเนื้อ มีตัวตนอยู่จริง ๆ แต่เขาไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาเลย

ดังนั้น เขาจึงคิดอุปโลกน์ชื่อเสียงเรียงนามใหม่ให้แก่คนเหล่านั้น ชื่อแต่ละชื่อไม่มีซ้ำกันเลย เหมือนกับชื่อตัวละครในนิยายแต่ละเรื่องซึ่งแสดงออกถึงอัตลักษณ์(Identity)ของแต่ละคน ต่างกันกับในชีวิตจริงของผู้คนชาวตะวันตกที่มักมีชื่อซ้ำ ๆ กัน

ในสหรัฐมีคนชื่อซ้ำกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะที่ซ้ำทั้งชื่อต้นซ้ำทั้งนามสกุล ด้วยธรรมชาติแห่งนักสร้างภาพยนตร์สารคดีAlan Berlinerได้สืบเสาะจนพบว่า มีชื่อหนึ่งที่ซ้ำกันจนมีการตั้งเป็นสมาคม คือ"John Smith"  เขามีโอกาสได้ร่วมงานสังสรรค์ของสมาคมนี้ จากการนี้ความใคร่รู้เกี่ยวกับชื่อเสียงเรียงนามสำหรับAlan Berlinerยิ่งทวีขึ้น!

เขาได้ทำการสัมภาษณ์อเมริกันชนตามท้องถนนหลายต่อหลายคน  

ผู้ให้ข้อมูลรายหนึ่งบอกเขาว่า เขาชื่อ" Unknown"เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนและจะไปไหน

หนูน้อยคนหนึ่งชื่อ"Julian"ตัดพ้อว่าเขาไม่ชอบชื่อตัวเองที่เสียงดูเหมือนชื่อผู้หญิง เขาว่าเขาอยากชื่อ"Joseph"มากกว่า  

สาวน้อยนางนางหนึ่งบอกว่าชื่อของเธอแท้ ๆทำไมถึงเลือกเองไม่ได้

กล่าวกันว่าในประวัติศาสตร์ชนชาติสหรัฐ นายทาษมักเป็นผู้เลือกกำหนดชื่อให้แก่ทาษของตนเอง

ชื่อเสียงเรียงนามของคนเรานั้นมีความสำคัญยิ่ง เดล คาร์เนกี กล่าวไว้ว่าสำเนียงที่ไพเราะยิ่งคือชื่อของคน ๆ นั้นเอง ชื่อเป็นเหมือนสิ่งบ่งบอกตัวตนของเจ้าของชื่อ เป็นสิ่งที่แสดงออกเพื่อให้บุคคลรับรู้อัตลักษณ์แห่งเจ้าของนาม  ชื่อบางชื่อเช่น "Al"บ่งบอกถึงความขึงขังเป็นบุรุษเพศ  อาทิ Al Capone ถ้าเป็นอย่างอื่นเสีย เช่น Alan Caponeก็ไม่เหมาะ

แต่Alan Berlinerก็ชอบชื่อ"Alan" ที่เคยมีสถิติว่าสมัยหนึ่งเป็นชื่อที่คนนิยมตั้งมากที่สุดของตัวอักษร"A"โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อ " Alan Berliner"เขาว่ามันเป็นศัพท์สำเนียงอันไพเราะยิ่งแม้ชื่อของเขาตั้งตามชื่อของคนตาย

พ่อแม่ว่าชื่อของเขามาจากชื่อลุงคนหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว ท่านให้เหตุผลแก่เขาว่า ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่นิยมตั้งชื่อตามคนเป็น ดังนั้นชื่อของเขาจึงเป็นชื่อของคนตายไปแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาชื่อของเขามีความหมายพิเศษกับเขามาก มีเขากับน้องสาวเท่านั้นที่ใช้นามสกุลนี้ในโรงเรียน เวลาไล่หารายชื่อก็ทำได้ง่ายดายเพราะอักษรอยู่ในลำดับต้น ๆ บางครั้งเขายังเคยรู้สึกเสียใจแทนคนที่มีชื่อตัวอักษรอยู่ช่วงกลาง เคยมีวิจัยในอเมริกาถึงชื่อที่ดีกับการประสบความสำเร็จแต่ไม่มีชื่อเขาอยู่ในนั้น เขาชักไม่ชอบมีชื่อซ้ำเสียแล้ว และน้องสาวเขาก็คงไม่ชอบชื่อ(นามสกุล)ด้วยเหมือนกัน เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้ว เธอก็ไม่คงชื่อสกุลเดิมไว้ แต่กลับเลือกใช้ชื่อสกุลสามีอย่างเดียว เธอมีทัศนคิเกี่ยกับชื่อว่าต้องแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของเจ้าของ ต้องไม่เหมือนใคร อย่างชื่อลูกสาวของเธอทั้งสองก็เป็นชื่อที่อยู่นอกเหนือขนบนิยม หลานคนหนึ่งชื่อ"Jade" อีกคนชื่อ"Starre" เธอให้ความสำคัญแก่ชื่อมาก ทั้งๆที่มันก็แค่ชื่อเท่านั้นหรือเปล่า?

Alan Berlinerได้ทราบว่านอกจากเขาแล้วยังมี"Alan Berliner"คนอื่นอีก

คนหนึ่งที่สร้างประหลาดใจแก่เขาคือผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศสเรื่อง"Ma vie en Rose "

และอีกหลาย ๆคนที่เขาพบด้วยความบังเอิญตามรายการโทรทัศน์หรือสืบค้นจากทางอินเตอร็เน็ต ด้วยความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับความประหลาดของชื่อ" Alan Berliner"เขาส่งจดหมายแบบเหวี่ยงแหไปหาทุกคนที่เขาพบว่าชื่อ"Alan Berliner"ชักชวน้ชื้อเชิญให้มาพบปะกันและขอความร่วมมือว่ารู้จักใครอีกบ้างที่ชื่อนี้ พร้อมทั้งสืบสอบว่าพอมีใครล่วงรู้ที่มาของชื่อสกุล"Berliner"บ้างแล้วเขายินดีใส่ชื่อไว้ในภาพยนตร์สารคดีของเขาตอบแทนเพื่อเป็นเกียรติ  

สุดท้ายมีผู้ตอบรับมาชุมนุมกันสิบสองราย

ทุกคนต่างมาด้วยความอยากรู้

ทั้งหมดเรียนรู้จักกันและกันด้วยการพูดคุยสนทนาลงท้ายด้วยการร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารกลม มีบางคนที่มีญาติผู้ใหญ่ชื่อเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นคนยิว แต่ไม่มีใครรู้ที่มาของชื่อสกุลเมื่อถูกถาม ก็ได้แต่ตอบว่าเป็นชื่อที่สืบผ่านต่อกันมา การพบปะครั้งนี้สิ้นสุดเมื่อต่างคนลาจากกันไป หลังถ่ายถาพร่วมกันแล้ว แต่คงไม่มีการพบกันอีกเหมือนเช่นสมาคมคนชื่อ"John Smith"

แต่Alan Berlinerยังคนค้นคว้าต่อไปถึงที่มาของชื่อสกุล"Berliner"   

Alan Berlinerแน่ใจว่าบรรพบุรษเขามิได้อพยพมาจากBerlin และบรรพบุรุษของ"Alan Berliner"หลาย ๆ คนที่มาพบกัน เทือกเถาเหล่ากอก็มิได้มาจากสถานที่ดังกล่าว ตรงกันข้ามบางคนมจากโปแลนด์ บ้างก็มาจากรัสเซีย หรือเยอรมัน

มีข้อสันนิษฐานอีกข้อคือ คำว่า " Berlin"นั้นมีเค้ามาจากคำเยอรมันที่แปลว่าหมี

นอกจากนี้เขายังพบหลักฐานว่าชื่อนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสมัยก่อนกอปรกับการสื่อสารกันไมรู้เรื่องในประเด็นว่ามาจากไหนกับชื่อแซ่อะไรสุดท้ายก็ยังมิอาจหาข้อสรุปแน่นอนได้ว่ากำเนิดชื่อนี้มีมาแต่แห่งใด

อย่างไรก็ตาม Alan Berlinerก็อดภาคภูมิใจว่าป็นเจ้าของเพียงคนเดียวของชื่อที่มีศัพท์สำเนียงอันไพเราะยิ่ง ไม่มีใครมาซ้ำได้บนไซเบอร์เสปซ เพราะได้จดและจับจองชื่อนี้ไว้แล้วก่อน"Alan Berliner" คนอื่น ๆ

เขาเป็นผู้เดียวที่ได้ใช้ชื่อ

http://www.AlanBerliner.com

เขาไวกว่าคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนเล้วกันว่างั้นเถอะ


*************************************
เก็บความจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Sweetest Sound ของ Alan Berliner

๒๕ มีนาคม ๒๕๔๖

แก้ไขเมื่อ 07 เม.ย. 46 00:03:53